ระบบ JIT หรือ JUST-IN-TIME คืออะไร?

cTT3v_LMCLxSovNkh5-pyHQuMDUUyXkNDy9Ig4PNGjAtT3sFKTVxZsjzwY96HJM6hEsBSws204811

การผลิตแบบทันเวลาพอดี (JIT)
 

การผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just In Time Production)

            การผลิตแบบทันเวลาพอดี  หรือนิยมเรียกว่า  “JIT”  เป็นเทคนิคที่เริ่มใช้ในบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น  โดยมีแนวคิดว่าการทำงานต้องทันเวลาพอดี  ได้แก่  ผลิตและส่งสินค้าให้ทันขายพอดี  ส่งชิ้นส่วนการผลิตหรือโครงรูปการผลิตให้ทันกับความต้องการของสายการผลิตแต่ละสายพอดี  หรือ  ส่งวัตถุดิบให้ทันกับการผลิตชิ้นส่วนพอดี  รวมความแล้ว  การมาทันเวลาพอดีเป็นความสมบูรณ์ของการผลิตในทุก ๆ ขั้น  ซึ่งทันเวลาพอดีกับการใช้และมีราคาต่ำที่สุด  แนวคิดเรื่อง  JIT  จึงเป็นทั้งกลยุทธ์และเป็นปรัชญาที่เป็นแนวทางในการแสวงหาความเป็นเลิศในการผลิตแนวคิดในการผลิตแบบทันเวลาพอดี  ต้องการให้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนการผลิตมาถึงวันสุดท้ายหรือชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่จะนำไปผลิตเพราะต้องการกำจัดสินค้าคงคลังหรือลดปริมาณสินค้าคงคลังให้เหลือน้อยที่สุด  โดยพยายามตัดสิ่งที่เป็นสาเหตุของการเก็บสินค้าคงคลังออกไป  ตามหลักแล้ว  สิ่งที่เป็นสาเหตุของการเก็บสินค้าคงคลังจากความไม่แน่นอนในระบบการผลิต  ซึ่งเกิดจากการไม่พอดีกันในการผลิตของแต่ละส่วน  กับสาเหตุอื่น ๆ  เช่น  การส่งวัตถุดิบไม่แน่นอน  เครื่องจักรเสียพนักงานขาดความสามารถ  สายการผลิต  หยุดชะงักเพราะเกิดปัญหาคุณภาพหรือผลผลิตได้ในปริมาณที่ไม่พอ  หรือเกิดปัญหาจากลูกค้าภายนอก  และการวางแผนการผลิตไม่ดี  เมื่อตัดปัญหาเหล่านี้ไปได้และทุกอย่างทำงานลงตัว  การผลิตแบบทันเวลาพอดีก็เกิดขึ้น  เช่น  โรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัทเจเนอรัลมาเตอร์  ที่ชิคาโก  สั่งบริษัทเลียร์ ซี เกลอร์  (Lear Siegler)  ซึ่งอยู่ห่างไป  15  ไมล์ทำเบาะ  ใช้เวลาเพียง  3 – 4  ชั่วโมงเบาะก็มา  พอเบาะมาถึงหุ่นยนต์ก็จัดการประกอบเข้ากับตัวรถ  โดยไม่ต้องเสียเวลาเก็บสำรองไว้เหมือนเมื่อก่อนการเก็บเบาะเป็นสินค้าคงคลังจึงไม่จำเป็น  ถึงมีก็มีจำนวนน้อยที่สุดสาเหตุที่บริษัทเจเนอรัล มอเตอร์  ที่ชิคาโก  มีผู้ส่งชิ้นส่วนการผลิตที่เชื่อถือได้คอยสนับสนุน  เพราะบริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ ซิเกลอร์  ก็ลดลงเหลือเพียง  1  ใน  3  ของก่อนที่จะใช้ระบบ  JIT  บริษัททั้งสองจึงได้ประโยชน์ด้วยกัน

     แนวคิดของการผลิตแบบทันเวลาพอดี

            แนวคิดของการผลิตแบบทันเวลาพอดีเป็นแนวคิดกลับข้อง (reversing concepts)  ของแนวทางในการผลิตดั้งเดิม  ได้แก่

(1)     ขายก่อนแล้วค่อยทำ  (sell it then make it)  ขณะที่การผลิตดั้งเดิมทำก่อนแล้วค่อยขาย  แต่  JIT  คิดกลับกัน  คือ  ขายก่อนแล้วค่อยทำ  กล่าวคือ  โดยหลักการแล้ว  จะไม่ผลิตจนกว่าระบุลูกค้าได้  ซึ่งจะช่วยขจัดความต้องการเก็บสินค้าคงคลังและค่าใช้จ่ายในการเก็บสำรองอื่น ๆ  ตัวอย่าง  เช่น  โรงงานผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นบางแห่งจะส่งรถยนต์พร้อมกับระบุชื่อลูกค้าติดไปด้วย

(2)     คิดย้อนหลัง  (think backwards)  ขณะที่การผลิตดั้งเดิมวางแผนจากต้นไปปลาย  JIT  จะวางแผนจากปลายย้อนมา  เช่น  เมื่อพนักงานที่รับผิดชอบผลิตสินค้าขั้นสุดท้ายได้รับแผนมาก็จะเอาแผนมาคิดย้อนหลัง  โดยเริ่มจากการกำหนดความต้องการ  ซึ่งมีผลดีเพราะทำให้เข้าใจตรงกันและทำให้ต้องจัดกระบวนการผลิตให้ถูกต้องก่อนที่จะลงมือผลิต  ซึ่งเหมือนกับการจัดการห้องต้องมองให้ออกก่อนว่าจะจัดให้เป็นมาตรฐานแบบไหน  อาจต้องปัดฝุ่นเป็นงานสุดท้าย  เพราะมีงานอื่น ๆ ต้องทำก่อน  เช่น  ย้ายหนังสือ  เป็นต้น

(3)     ใช้หลักการ  “ดึง”  (pull)  แทนที่การ  “ผลัก”  (push)  การผลิตแบบดั้งเดิมอาศัยการผลัก  แต่การผลิตแบบ  JIT  จะอาศัยการดึง  หมายความว่าการผลิตแบบดั้งเดิมทำงานตามสายพานลำเลียง  เมื่องานมาอยู่ตรงหน้าก็ลงมือประกอบแล้วส่งไปข้างหน้า  การผลิตจึงถูกกำหนดโดยความเร็วของสายพานลำเลียง  แต่จะหยุดไม่ได้  เพราะต้องทำให้ทันตามกระบวนการ  ข้อดีของการผลิตแบบนี้  คือ  สามารถคาดคะเนและใช้เทคนิคการผลิตที่เหมาะสมที่สุดได้  แต่สายการผลิตจะยาว  ไม่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการผลิตได้ง่าย ๆ  เพราะจะสิ้นเปลือง  ทำให้ปรับตัวไม่ทันกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป  นอกจากนั้น  ยังจำเป็นต้องคอยรักษาระดับการผลิตให้สมดุล  โดยการเก็บสินค้าคงคลังคอยเสริม  ซึ่งเป็นผลให้ต้นทุนสูง  เช่น  งานที่อยู่ระหว่างการผลิต  (work in progress)  อาจสูงถึงร้อยละ  70  ของมูลค่าทั้งหมดของการผลิตที่อยู่ในโรงงาน  ส่วนการผลิตตามหลักการดึงนั้นเป็นวิธีที่คิดขึ้นเพื่อไม่ให้มีการเก็บสำรองช่วยให้เกิดความยืดหยุ่น  ด้วยการอาศัยการคิดย้อนหลังและการควบคุมการปฏิบัติการ  หลักการก็คือจะไม่มีอะไรผ่านสายงานจนกว่าการปฏิบัติงานพร้อม

 การปรับองค์การใหม่เพื่อให้เกิดการผลิตแบบทันเวลาพอดี

ลักษณะการผลิตของระบบ  JIT  มีดังต่อไปนี้  (Drummond, 1992, 122 – 124)

(1)    ใช้เครื่องจักรขนาดเล็กมาก  (numerous small machines)  การผลิตในสมัยก่อนถูกออกแบบมาเพื่อผลิตตามสายงานที่ยาว  จึงไม่ยืดหยุ่น  แต่ระบบ  JIT  จะใช้เครื่องจักรเล็ก ๆ จำนวนมาก  แต่ไม่แพงและสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่า

(2)    มีสมรรถนะสำรอง  (spare capacity)  การผลิตสมัยก่อนผลิตจำนวนมากจึงต้องเดินเครื่องเต็มที่  เพื่อให้ใช้งานจากเครื่องจักรที่มีราคาแพงให้มากที่สุด  แต่ระบบ  JIT  ผลิตต่ำกว่าระดับสมรรถนะสูงสุด  เพื่อให้เกิดการยืดหยุ่น  เหตุที่ทำได้ก็เพราะเครื่องจักรที่ไม่ทำงานต้นทุนต่ำกว่าระบบที่ใช้ในสมัยก่อน

(3)    ผลิตจำนวนน้อย  (small batch production)  การผลิตสมัยก่อนอาศัยการประหยัดจากการผลิตจำนวนมาก  แต่ระบบ  JIT  เลือกที่จะใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่น  โดยการผลิตตามที่ลูกค้าต้องการ  ผลิตจำนวนน้อย  แต่ไม่เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการติดตั้งมาก  ซึ่งทำให้เปลี่ยนไปผลิตสินค้าอย่างใหม่ได้เร็ว  ทำให้ปรับตัวทันกับความต้องการของลูกค้าและลดปัญหาการผลิตเกินความต้องการที่ทำให้ต้องมีต้นทุนในการเก็บสำรอง  นอกจากนั้น  ถ้ายิ่งลดขนาดการผลิตแต่ละครั้งลงเท่าใดก็ยิ่งเกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเท่านั้น

(4)    มีความยืดหยุ่นทางด้านพนักงาน  (employee flexibility)  ตามระบบเดิมคนงานจะรอให้งานมาถึงตัว  แล้วค่อยลงมือทำ  แต่ระบบ  JIT  ใช้วิธีให้คนงานไปทำงานและย้ายไปทั่วโรงงาน  ซึ่งทำงานหลายหน้าที่  แล้วแต่ว่าความต้องการของลูกค้าจะเป็นลักษณะใด  เมื่อเกิดเครื่องจักรเสียขึ้นมาก็ช่วยกันได้หรือเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่นได้  หรือเมื่อผลิตเสร็จตามเป้า  คนงานก็ไปทำงานอื่นได้อีก  เช่น  ซ่อมบำรุงเครื่องจักร  เป็นต้น

(5)    ผู้บริหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับวิศวกรรมการผลิต  (managerial involvement in production)  ตามระบบเดิมผู้บริหารจะไม่ยุ่งเรื่องการออกแบบ  ตลอดจนการออกคำสั่งเกี่ยวกับโรงงานและการซ่อมเครื่องจักร  แต่ระบบ  JIT  ถือว่าผู้บริหารต้องเข้าไปกำหนดหลักการเพราะเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารที่จะต้องทำให้ระบบดำเนินการต่อไปได้

(6)    พนักงานต้องรับผิดชอบในการบำรุงรักษาระบบการผลิต  (employee responsibility)  การผลิตแบบเดิมจะใช้วิธีส่งความต้องการซ่อมเครื่องจักรไปยังหน่วยงานกลาง  เช่น  ทำเองหมดเท่าที่จะทำได้  การรอวิศวกรจากส่วนกลางเป็นการเสียเวลา  และเหตุผลใหญ่  คือ  ร้อยละ  80  ของเครื่องจักรที่เสียนั้นสามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ

(7)    บำรุงรักษาแบบป้องกัน  (preventive maintenance)  การผลิตที่ไม่มีการเก็บสำรองอาจทำให้เครื่องจักรเสียง่าย  ดังนั้น  ระบบ JIT  จึงต้องมีการบำรุงรักษาแบบป้องกัน  เริ่มต้นจากการซื้อเครื่องจักรดี ๆ  เครื่องจักรราคาถูกไม่ช่วยให้ประหยัดจริง  เพราะนอกจากจะมีปัญหาในขณะทำงานแล้ว  อายุงานยังสั้นด้วย  แม้ว่างานบำรุงรักษาเป็นงานของโรงงานโดยทั่วไปอยู่แล้ว  แต่ระบบ  JIT  จะเน้นเป็นพิเศษถือว่าเป็นแนวทางเชิงรุก  คือ  วางแผนและคิดไว้ล่วงหน้า  บางทีก็เรียกว่า  “การบำรุงรักษาแบบป้องกันทั้งหมด  (total preventive maintenance)”  ต่อจากโรงงานสมัยก่อนที่ถือว่าเป็นงานประจำ

(8)    ใช้ระบบป้อนวัตถุดิบแบบทันเวลา  (Just-In-Time suppliers)  ระบบ  JIT  จะซื้อวัตถุดิบจากแหล่งเดียว  โดยเลือกแหล่งที่มีคุณภาพดีที่สุดและพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่ค้าในระยะยาว  เช่น  อาจมีการตกลงทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

จุดอ่อนของระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี

ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี  เป็นระบบที่มีประโยชน์  แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนองค์การหลายอย่างและอาจมีจุดอ่อน  2  ข้อ  คือ  (Drummond, 1992.  125)

(1)     การส่งวัตถุดิบมีปัญหา  (supply failures)  ในทางปฏิบัติบริษัทมักมีปัญหาในการพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้ป้อนวัตถุดิบ  เพราะปกติผู้ป้อนวัตถุดิบไม่อยากให้ใครมาแทรกแซง  โดยเฉพาะองค์การที่ขอต่อรองราคา  ยิ่งไปกว่านั้น  การส่งวัตถุดิบภายในเวลาที่จำกัดยังจัดเป็นต้นทุนที่ผู้ป้อนวัตถุดิบต้องรับภาระ  ผู้ป้อนวัตถุดิบโดยทั่วไปมักไม่ใช่ผู้ป้อนวัตถุดิบที่สมบูรณ์อย่างที่ระบบ  JIT  ต้องการ  มักรู้สึกว่าตนเองได้รับแรงกดดันจากแผนการผลิตของบริษัทอื่นอย่างมาก

(2)     ผลกระทบจากการกระทำของระบบ  JIT  ที่มีต่ออุตสาหกรรม  (The effects of industrial action)  ระบบ  JIT  เป็นระบบที่ถูกบีบให้ดำเนินการ  โดยบริษัทใหญ่ ๆ บางแห่ง  จึงอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับผู้ที่รับไม่ได้  โดยเฉพาะการไม่มีสินค้าสำรองหรือสำรองเพียงเล็กน้อยนั้น  มีผลทำให้คนงานต้องหยุดการทำงาน

ด้วยเหตุนี้  การทำให้ระบบ  JIT  ประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่เรื่องง่าย  อย่างน้อยต้องแก้ปัญหา  4  ข้อให้ลุล่วง  ได้แก่  (1)  ประสานความต้องการวัตถุดิบของผู้ผลิตกับตารางการผลิตของผู้ป้อนวัตถุดิบให้ลงตัว  (2)  รักษาระดับคุณภาพของวัตถุดิบหรือสินค้าที่ส่งมาจากผู้ป้อนวัตถุดิบให้อยู่ในระดับที่พอใจและสม่ำเสมอ  (3)  ชักจูงให้ผู้ป้อนวัตถุดิบให้ความสำคัญกับระบบ  JIT  และ  (4)  ประสานระบบการไหลเวียนข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้ผลิตกับผู้ป้อนวัตถุดิบ  ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


ขอบคุณบทความจาก
https://www.rmuti.ac.th/

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.