ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การคำนวณค่าจัดส่งสินค้าได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากการใช้น้ำหนักจริงของบรรจุภัณฑ์ ไปสู่การใช้น้ำหนักเชิงปริมาตรหรือที่เรียกว่า น้ำหนักมิติ (Dimensional Weight) โดยบริษัทเดินเรือและผู้ให้บริการจัดส่งรายใหญ่ เช่น DHL, FedEx, UPS และ Amazon ต่างหันมาใช้วิธีนี้ในการคำนวณค่าบริการขนส่ง
น้ำหนักมิติ หรือ น้ำหนักเชิงปริมาตร (dimensional weight)
คือ คือการคำนวณน้ำหนักของพัสดุที่อิงจากขนาดหรือปริมาตรของบรรจุภัณฑ์ มากกว่าการคำนวณจากน้ำหนักจริง (Actual Weight) ของพัสดุ เพื่อให้การคำนวณค่าขนส่งมีความแม่นยำและเหมาะสมมากขึ้น โดยเฉพาะกับพัสดุที่มีขนาดใหญ่แต่มีน้ำหนักเบา
หลักการของน้ำหนักมิติ
น้ำหนักมิติถูกนำมาใช้เพื่อให้ผู้ให้บริการขนส่งสามารถคำนวณค่าบริการขนส่งที่สะท้อนถึงพื้นที่ที่พัสดุใช้ในยานพาหนะ ไม่ใช่แค่การคำนวณจากน้ำหนักจริงเท่านั้น ตัวอย่างเช่น กล่องที่มีขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบาจะใช้พื้นที่ในรถขนส่งมากขึ้น แม้ว่าจะมีน้ำหนักน้อย การใช้น้ำหนักมิติช่วยให้บริษัทขนส่งสามารถคิดค่าขนส่งที่สอดคล้องกับการใช้พื้นที่และทรัพยากรในการขนส่งได้ดีขึ้น
ปัจจัยน้ำหนักมิติ (DIM Factor)
คือ ค่าคงที่ที่ใช้ในการคำนวณน้ำหนักเชิงปริมาตร (Dimensional Weight) โดยปัจจัยน้ำหนักมิตินี้แสดงถึงปริมาตรที่อนุญาตต่อหนึ่งหน่วยน้ำหนัก เช่น ลูกบาศก์นิ้วต่อปอนด์ (cubic inches per pound), ลูกบาศก์ฟุตต่อปอนด์ (cubic feet per pound) หรือ ลูกบาศก์เมตรต่อกิโลกรัม (cubic meters per kilogram) ขึ้นอยู่กับหน่วยที่ใช้ในการคำนวณ

วิธีคำนวณน้ำหนักมิติ
-
Dimension (ขนาด): หมายถึงความกว้าง (Width), ความสูง (Height), และความยาว (Length) ของบรรจุภัณฑ์
-
Volume (ปริมาตร): เป็นปริมาณพื้นที่ที่บรรจุภัณฑ์หรือพัสดุครอบครองในเชิงพื้นที่
คำนวณโดยใช้สูตร: ปริมาตร = ยาว (Length) × กว้าง (Width) × สูง (Height)
*หน่วยที่ใช้คำนวณปริมาตรจะเป็นลูกบาศก์เซนติเมตร (cm³) หรือลูกบาศก์นิ้ว (in³) ขึ้นอยู่กับระบบหน่วยที่ใช้*
- Volumetric (ปริมาตร): เกี่ยวข้องกับการคำนวณปริมาตรหรือขนาดพื้นที่ที่พัสดุใช้ โดย Volumetric Weight คือการแปลงค่าปริมาตรนี้เป็นน้ำหนักโดยใช้ค่าคงที่ที่แต่ละบริษัทขนส่งกำหนด
หลังจากคำนวณปริมาตรแล้ว จะนำไปหารด้วยค่าคงที่เพื่อหาน้ำหนักมิติ สูตรคือ :

Dimensional Divisor เป็นค่าคงที่ที่แต่ละบริษัทขนส่งกำหนด
*น้ำหนักมิติที่ได้จะนำไปเปรียบเทียบกับน้ำหนักจริงของพัสดุ แล้วเลือกค่าที่สูงกว่าในการคิดค่าขนส่ง*
การคำนวณน้ำหนักมิติ (Dimensional Weight) ของบริษัทขนส่งหลัก ได้แก่ DHL, FedEx, UPS, และ Amazon
1. DHL: ใช้ค่าคงที่ 5000 ในหน่วยเซนติเมตร (cm)
ค่าคงที่ 5000 ถูกกำหนดให้เหมาะสมกับการใช้งานพื้นที่ในการขนส่งพัสดุระหว่างประเทศ โดยที่ 1 ลูกบาศก์เมตรของพัสดุเทียบเท่ากับ 200 กิโลกรัมในยานพาหนะขนส่ง
สูตรคือ :

- หน่วยวัด: เซนติเมตร (cm)
- ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นน้ำหนักในกิโลกรัม (kg)
2.FedEx และ UPS: ใช้ค่าคงที่ 139 ในหน่วยนิ้ว (inches)
ค่าคงที่ 139 เป็นผลมาจากการคำนวณที่ทำให้ปริมาตรในหน่วยลูกบาศก์นิ้วเทียบเท่ากับน้ำหนักสูงสุดที่สามารถบรรทุกได้ในเครื่องบินหรือรถบรรทุก โดยค่าคงที่นี้เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมการขนส่งของสหรัฐอเมริกา
สูตรคือ :

- หน่วยวัด: นิ้ว (inches)
- ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นน้ำหนักในปอนด์ (lbs)
3.Amazon: ใช้ค่าคงที่ 139 (เช่นเดียวกับ FedEx และ UPS)
เนื่องจาก Amazon ใช้ผู้ให้บริการขนส่ง เช่น FedEx และ UPS เป็นพันธมิตรหลัก ค่าคงที่ 139 จึงเป็นมาตรฐานที่ใช้ในการคำนวณค่าขนส่งสำหรับการขนส่งภายในสหรัฐอเมริกาและการขนส่งระหว่างประเทศบางส่วน
สูตรคือ :

- หน่วยวัด: นิ้ว (inches)
- ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นน้ำหนักในปอนด์ (lbs)
ตัวอย่างการคำนวณน้ำหนักมิติ
- ค่าคงที่ 5000 ในหน่วยเซนติเมตร

- ค่าคงที่ 139 ในหน่วยนิ้ว

ประโยชน์ของการใช้น้ำหนักมิติ
- คำนวณค่าขนส่งที่แม่นยำยิ่งขึ้น: ลดการเรียกเก็บค่าขนส่งต่ำเกินไปสำหรับพัสดุที่ใช้พื้นที่มาก แต่มีน้ำหนักเบา
- เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการขนส่ง: น้ำหนักมิติช่วยให้บริษัทขนส่งจัดการทรัพยากรและพื้นที่ในยานพาหนะได้ดีขึ้น
- เป็นธรรมกับทั้งผู้ให้บริการและลูกค้า: ลูกค้าที่ส่งพัสดุขนาดเล็กจะไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงเกินไป และผู้ให้บริการขนส่งก็สามารถคิดค่าบริการตามพื้นที่ที่ใช้จริง
น้ำหนักมิติเป็นวิธีที่บริษัทขนส่งใช้ในการคำนวณค่าขนส่งที่คำนึงถึงขนาดและปริมาตรของพัสดุ โดยจะเปรียบเทียบกับน้ำหนักจริงเพื่อเรียกเก็บค่าขนส่งที่เหมาะสม วิธีนี้ช่วยให้การจัดการการขนส่งมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : การคำนวณน้ำหนักมิติ
