ศิลปะยุคกลาง แหล่งรวมอิทธิพลจากศาสนาคริสต์

ศิลปะยุคกลาง ในโลกตะวันตกครอบคลุมยาวนานกว่า 1,000 ปีของประวัติศาสตร์ศิลปะยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ โดยทั่วไปแล้วก็จะรวมคริสเตียนยุคแรก ศิลปะนอร์สหรือไวกิ้ง ศิลปะไบแซนไทน์ และศิลปะกอธิค และยังรวมไปถึงสมัยอื่นๆ อีกหลายสมัยภายในกลุ่มลักษณะนี้

งานศิลปะยุคกลางมีหลายรูปแบบ แต่สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ให้เห็นก็ได้แก่ งานประติมากรรม หนังสือวิจิตร งานกระจกสี งานโลหะ และ งานโมเสกซึ่งเป็นงานที่มีความเป็นถาวรภาพมากกว่าจิตรกรรมฝาผนัง งานไม้ หรือ ผ้าและเครื่องแต่งกาย, รวมทั้งพรมแขวนผนัง

ซึ่งในบทความนี้จะยกศิลปะแบบต่าง ๆ ในยุคกลางที่สามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน อันได้แก่ ศิลปะคริสเตียนยุคแรก ศิลปะนอร์สหรือไวกิ้ง ศิลปะไบแซนไทน์ และศิลปะกอธิค

ศิลปะคริสเตียนในยุคแรก (Christian art)

ศิลปะคริสเตียนหรือเรียกได้ว่าศิลปะยุคโบราณ ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะโรมัน เป็นศิลปะศักดิ์สิทธิ์ที่มีรูปแบบและภาพมาจากศาสนาคริสต์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นสื่อแสดงความหมาย และแสดงเรื่องราวที่เกี่ยวกับหลักของศาสนาคริสต์ นิกายของศาสนาคริสต์ ซึ่งประติมากรรมที่เก่าแก่ที่สุดคือ งานสลักบนโลงหิน

อีกทั้งในบริเวณสุสาน ยังมีการตกแต่งผนังทางเดินและเพดานด้วยภาพเขียน

จิตรกรรมฝาผนังพระแม่มารีและพระบุตรจากที่เก็บศพรังผึ้งที่โรมจากคริสต์ศตวรรษที่ 4

ศิลปะไบแซนไทน์ (Byzantine Art)

ศิลปะไบแซนไทน์ มาจากชื่อของ จักรวรรณดิไบเซนไทน์ และเริ่มขึ้นประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 5 เป็นศิลปะที่เชื่อมโยงความคิดและลักษณะศิลปะตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน โดยจะมีลักษณะใหญ่โตเข้มแข็ง และถูกประดับประดาด้วยการใช้พื้นผิวของวัสดุหลายอย่าง อีกทั้งจะมีลักษณะของศิลปะคริสเตียนอยู่มาก เนื่องจากสืบเนื่องต่อกันมา

สถาปัตยกรรมไบแซนไทน์

ได้รับอิทธิพลต่อเนื่องจากแบบโรมัน ส่วนใหญ่ที่เราพบเห็นจะเป็น โดม ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่ และเป็นแบบ Complex Domes (โดมใหญ่ตรงกลางและมีโดมเล็กรองรับข้าง ๆ)

จิตรกรรมไบแซนไทน

ภาพวาดส่วนใหญ่เป็นจิตรกรรมเรื่องราวเกี่ยวกันศาสนาคริสต์และเรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซู พระแม่มารีย์ นักบุญ เหตุการณ์สำคัญในคัมภีร์ไบเบิ้ล และภาพจะมีการประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีต่าง ๆ เป็นชิ้นเล็ก ๆ เรื่อกว่า โมเสค (Mosaic) ซึ่งมีความสวยและคงทนมาก

ประติมากรรมไบเซนไทน์

ประติมากรรมในยุคนี้คงไม่พ้นเรื่องราวเกี่ยวกับทางศาสนา ความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้า โดยส่วนใหญ่จะนิยมแกะเป็นรูปนักบัญทางศาสนาประดับไว้ตามหัวเสา ประดับอาคารทั้งภายในและภายนอก วัสดุที่ใช้ก็จะมีหลายอย่างประกอบกัน เช่น งาช้าง ไม้ หิน โลหะ และ พลอย

ศิลปะไวกิ้งหรือนอร์ส

ยุคไวกิ้งคือศตวรรษที่ 8-11 เป็นศิลปะของชาวสแกนดิเนเวียนอร์ ซึ่งในปัจจุบันสามารถพบเห็นหลักฐานได้ตามโลหะและหิน วัสดุที่มีความทนทาน เพราะว่าไม้ กระดูก งาช้าง สิ่งทอต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะถูกทำลาย อีกทั้งหลักฐานที่ปรากฏออกมายังโชว์ความสามารถด้านงานไม้ของชาวไวกิ้ง ทำให้เกิดศิลปะการแกะสลัก การประดิษฐ์มากมาย โดยจะแตกต่างกันไปในแต่ละยุค

หัวเรือไวกิ้ง

หลักฐานนี้พบเจอในยุคแรก ๆ ของไวกิ้ง ค.ศ. 790 – 850 โดยศิลปะนี้จะแกะสลักบนไม้ขนาดใหญ่ จะเป็นรูปนามธรรม ทั้งรูปร่างของมนุษย์ สัตว์ร้าย หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ซึ่งจะมีรูปแบบการแกะสลักที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เข็มกลัด

หลักฐานนี้พบเจอในยุค ค.ศ. 850 – 950  รูปทรงมีลักษณะเป็นรูปทรงเลขาคณิตมากขึ้น และดัดแปลงอักขระของภาษานอร์สออกมาเป็นงานศิลปะ และยังพบลาย ลายซูมอร์ฟิค (zoomorphic) หรือลวดลายของสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนเครื่องมือหรือสิ่งของต่างๆของชาวไวกิ้ง

สิ่งของเครื่องใช้ เครื่องเงิน และเครื่องโลหะ

ถ้วยเงินของกษัตริย์ หรือราชินีพระองค์ใดพระองค์หนึ่งของประเทศเดนมาร์ก

ขวาน Mammen

ถูกประดับตกแต่งอย่างปราณีตด้วยเส้นเงินเป็นลักษณะของต้นไม้แห่งชีวิต (Yggdrasil) ทั่วทั้งตัวด้ามขวาน

หีบ Cammin

สร้างจากงาช้างและทองคำ ตกแต่งด้วยการแกะสลักงาช้างเป็นรูปของสัตว์ร้ายต่างๆ ตามความเชื่อของชาวไวกิ้ง

โบสถ์ออร์เนส (Urnes Stave Church)

ประเทศนอร์เวย์ โดยมีการแกะสลักแผ่นไม้เป็นเรื่องราวตามหลักความเชื่อของศาสนา ต้นไม้แห่งชีวิต งูมีขา รูปมนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ

ศิลปะโกธิค (Gothic Art)

ศิลปะโกธิคเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 12-15 สะท้อนถึงอิทธิพลของคริสต์ศาสนา มีศูนย์กลางที่ฝรั่งเศสและแพร่หลายไปยังประเทศอื่นๆ และมีลักษณะตามภูมิภาคนั้นๆ ด้วย

ศิลปะแขนงสำคัญของสมัยกอทิกคือ ประติมากรรม งานกระจกสี จิตรกรรมฝาผนัง การเขียนลวดลายในหนังสือวิจิตร

สถาปัตยกรรม

ลักษณะสำคัญของสถาปัตยกรรมศิลปะโกธิคคือ ผนังเปิดกว้าง มีส่วนสูงเด่นเป็นพิเศษและมีแบบที่ออกมาเป็นลายเส้นซับซ้อน ทุกส่วนจะประกอบเข้าด้วยกันเป็นสัญลักษณ์นิยมทางศาสนา โครงสร้างหลังคาเป็นโค้งแหลม มียอดหอคอยรูปทรงแหลมอยู่ข้างบน

มหาวิหารนอเตรอดาม เดอ ปารีส (Cathédrale Notre-Dame de Paris / Notre-Dame Cathedral) 

มหาวิหารนอเตรอดาม เดอ ปารีส กรุงปารีส ฝรั่งเศส สร้างสร้างเมื่อ ค.ศ. 1163
มหาวิหารนอเตรอดาม เดอ ปารีส กรุงปารีส ฝรั่งเศส สร้างเมื่อ ค.ศ. 1163
มหาวิหารชาร์ตร์ หรือ มหาวิหารนอเตรดามแห่งชาร์ตร์ เมืองชาร์ตร์ ฝรั่งเศส สร้าางเมื่อปี ค.ศ. 1145 

ประตูหน้าต่างจะโค้งแหลม มีขนาดกว้างมีแสงสว่างสามารถลอดผ่านได้และประดับด้วยกระจกสี

ประติมากรรม

ส่วนใหญ่จะเป็นรูปปั้นของคน และมีการถ่ายทอดเรื่องราวในคริสตศาสนาเข้าไป และรูปคนจะมีสัดส่วนที่ยาว และมีรอยยับย่นของเสื้อผ้า มักพบเห็นและใช้ประดับตกแต่งโบสถ์ ประตูทางเข้า หรือใช้เป็นเสาประดับตกแต่งสุสานคนสำคัญ

จิตรกรรม

เนื่องจากพื้นที่บนฝาผนังมีน้อย เนื่องจากถูกทดแทนด้วยหน้าต่างและกระจกสี ดังนั้นจึงมีการเน้นออกแบบที่กระจกสีบานหน้าต่าง การประดับกระจกสี (STAIN GLASS) ศิลปะที่เด่นแทนรูปเขียนของศิลปะโกธิค คือ การประดับกระจกสีตามช่องประตู และหน้าต่างทำเป็นลวดลายต่างๆ รวมกันอยู่ภายในกรอบ เมื่อดูภาพจากช่องที่มีแสงสว่างผ่าน ก็จะคล้ายกับรูปภาพนั้นเขียนด้วยแก้วสีทั้งหมด

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.