7 กลยุทธ์หาลูกค้าใหม่ให้ธุรกิจคุณ

1. หาลูกค้าใหม่จากฐานข้อมูลลูกค้าเก่า  คือการนำข้อมูลที่เรามีมาจำแนก แบ่งหมวดหมู่และวิเคราะห์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ข้อมูลนั้นต้องเป็นข้อมูลที่ปัจจุบันและไม่เก่าจนเกินไป หาได้จากฐานข้อมูลของลูกค้าปัจจุบันคัดมาจากคนที่มียอดซื้อสินค้าและบริการสูงสุด 100 รายชื่อแรก เป็นต้น เพื่อนำมารวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ เช่น เพศ อายุ ความชอบ ความสนใจ พฤติกรรมการใช้บริการ และหาจุดร่วมของข้อมูลนั้นๆ เพื่อนำไปใช้ทำการตลาดไปยังคนกลุ่มนั้นๆ เหตุที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะข้อมูลเหล่านั้นจะช่วยให้สามารถหาลูกค้าใหม่ได้ และยังรวมถึงการจัดทำการส่งเสริมการตลาดที่เหมาะสมจากกลุ่มประชากรที่มีความใกล้เคียงกับลูกค้าชั้นดีของเราด้วย 2. ให้ลูกค้าเก่าช่วยแนะนำลูกค้าใหม่        นอกจากข้อมูลลูกค้าเก่าที่แสนจะมีประโยชน์แล้ว ตัวลูกค้าเก่าเองยังเป็นแหล่งดึงดูดลูกค้าใหม่ที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย เพราะหากลูกค้าเก่าประทับใจสินค้าและบริการของเราก็อาจบอกต่อไปกับคนรู้จัก การบอกต่อให้คนรู้จักใช้เป็นสิ่งที่นักการตลาดและธุรกิจต้องการให้เกิดในแบรนด์หรือบริษัทของตนเองมากที่สุด เนื่องจากคนรอบข้างมีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการ เราสามารถกระตุ้นให้ลูกค้าปัจจุบันบอกต่อหรือแนะนำลูกค้าใหม่ๆได้ โดยใช้การทำโปรโมชั่นเข้ามาช่วย เช่น ส่งบัตรกำนัลส่วนลดให้ลูกค้าปัจจุบัน เป็นต้น 3. มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมทางสังคม        แทนที่จะเอางบประมาณทั้งหมดไปทุ่มกับการโฆษณาหรือซื้อสื่อออนไลน์ต่างๆ อีกหนึ่งสิ่งที่แบรนด์นิยมทำกัน คือแบ่งสักส่วนหนึ่งไปสนับสนุนกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ทางสังคม ซึ่งอาจเป็นวิธีที่ดีเยี่ยมที่จะทำให้ภาพลักษณ์องค์กรของดูดี โดยแนะนำให้ทำระยะยาวเพื่อให้ลูกค้าเกิดการจดจำแบรนด์ได้ อีกทั้งการที่โลโก้ปรากฏตามงานบ่อยๆ ก็ถือเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อไปในตัวโดยโดยแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เมื่อภาพลักษณ์ดีก็อาจช่วยดึงดูดให้มีลูกค้ามาซื้อสินค้าและบริการเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย 4. เข้าร่วมหรือจัดอบรมและสัมนา        การจัดอบรมหรือสัมมนาจะทำให้ธุรกิจดูเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจนั้นๆ มากยิ่งขึ้นเราควรจัดตั้งหรือเข้าร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อจัดอบรมความรู้เกี่ยวกับธุรกิจหรือบริการของเราวิธีนี้จะทำให้เราดูมีความรู้ […]

การสร้างยอดขายด้วย Sale Pipeline

Sales Pipeline หรือ ท่อการขาย เป็นเครื่องมือที่สำคัญของทีมขาย ในการที่จะดูว่าในแต่ละช่วงโอกาสการขายจะมียอดขายที่เป็นไปได้เท่าไหร่ จะทำให้เราทราบประมาณการรายได้ของกิจการหรือบริษัทเราได้เป็นอย่างดี Opportunity หรือ โอกาส เป็นเครื่องมือที่จะช่วยในการบริหารจัดการ Sales Pipeline ให้สามารถติดตามการขายที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ลูกค้าติดต่อเข้ามาครั้งแรก ระหว่างการดำเนินการขาย จนกระทั่งปิดการขายสำเร็จ และปัจจัยที่จะทำให้ Pipeline ที่มีกลายมาเป็นลูกค้าที่ใช้จริงได้ คือต้องมีการจัดลำดับเรื่อง “ระยะเวลาที่ลูกค้าน่าจะสั่งซื้อ” และ “ขั้นตอนการขาย” Sales Pipeline ที่ดีจะต้องมีตัวชี้วัดดังนี้ จำนวน Opportunity โอกาส ที่อยู่ใน Pipeline ของคุณ จำนวนเงินทั้งหมดที่อยู่ใน Opportunity ของคุณ เปอร์เซนต์ (%) การปิดการขายสำเร็จ ระยะเวลาเฉลี่ยในการปิดการขายได้นับตั้งแต่การเปิด Opportunity ที่อยู่ใน Pipeline การบริหารยอดขายด้วย Sales Pipeline Sales Pipeline เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกองค์กร เพราะจะทำให้เราสามารถคาดเดายอดขายได้อย่างแม่นยำและถูกต้อง ถ้าองค์กรใดสามารถกระตุ้นให้พนักงานขายทุกคนเห็นประโยชน์ของ Sales Pipeline แล้วก็จะทำให้สามารถทำยอดขายตรงตามเป้าได้ไม่ยากมากนัก ตัวอย่างขั้นตอนการขาย ซึ่งในขั้นตอนแรก […]

Sales Funnel กลยุทธ์การตลาดที่นำไปสู่การขาย

Sales Funnel คือกลยุทธ์การตลาดที่นำไปสู่การขาย ตามความเข้าใจในโลกของธุรกิจคือกระบวนการการขายที่สามารถเปลี่ยนจากคนแปลกหน้าให้เป็นคนรู้จัก จากคนรู้จักให้เป็นคนคุ้นเคยและ คนคุ้นเคยให้เป็นลูกค้า หรือ ถ้าแปลแบบเป็นทางการก็คือ วิธีการคัดกรองและเลือกลูกค้าที่มีคุณสมบัติตรงตามที่เราต้องการ ผ่านขั้นตอนต่างๆที่เราเป็นคนกำหนด เพื่อทำให้เกิดความชัดเจนในตัวลูกค้าจนได้ลูกค้าตัวจริงเป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา คำว่า Sales Funnel หากแปลเป็นไทยตรงๆ ก็คือ “กรวยการขาย” ซึ่งในกรวยการขาย ก็ถูกแบ่งออกเป็นระดับบน กลาง และล่าง การสร้าง Sales Funnel แบบแผนสำหรับการทำการตลาดกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา ตั้งแต่กระบวนการแรกจนถึงกระบวนการสุดท้าย โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ นั่นคือ Top of the Funnel (TOFU) ระดับบนสุดของ Funnel นี้ คือสร้างการรับรู้ตัวตนของเราให้กับกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เข้ามารู้จักเราผ่านทางเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดีย และยอมให้ข้อมูลบางอย่างกับเรา เพื่อแลกกับสิ่งที่เราจะให้ ซึ่งเป้าหมายของเราอยู่ที่ผู้บริโภคที่กำลังมองหาสินค้าหรือบริการอะไรสักอย่าง ที่จะมาตอบสนองความต้องการของเขา สิ่งที่จะให้ก็อาจจะเป็น eBook , Video หรืออะไรก็ตามที่ผู้รับรู้สึกว่ามัน มีคุณค่าและมีประโยชน์ ส่วนสิ่งที่คุณขออาจจะเป็นชื่อ อีเมล เบอร์โทรศัพท์ LINE หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้คุณสามารถติดต่อกับคนนั้นๆ ต่อได้ (ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีคุณค่ากับคุณเช่นกัน) ในการพูดจาครั้งแรกอาจจะใช้ถ้อยคำที่กระชับรัดกุม […]

กระบวนการลงทะเบียนสำหรับ FBA

ขั้นตอนการทำงานของ Fulfillement by Amazon หรือ FBA หากคุณมีธุรกิจหรืออยากเริ่มต้นเป็นผู้ขายบนอเมซอน ขอแนะนำขั้นตอนที่ง่ายและรวดเร็ว คือ FBA ซึ่งย่อมาจาก Fulfillement by Amazon ซึ่งช่วยขจัดปัญหายุ่งยากในการจัดการออเดอร์ของคุณ โดยเฉพาะในกรณีที่คุณผู้ขายไม่ได้อยู่ประเทศอเมริกา เพราะ FBA จะมีการนำสินค้าไปฝากไว้ที่คลัง FBA อีกทั้งยังช่วยในการแพ็ค จัดส่งสินค้า รวมถึงการคืนสินค้าอีกด้วย ซึ่งการลงทะเบียนเพื่อใช้บริการ FBA มีดังนี้ 1. ลงทะเบียนเพื่อเริ่มต้นใช้บริการ FBA หากคุณมีบัญชีการขายบน Amazon อยู่แล้ว ให้เริ่มต้นด้วยการเพิ่มบริการ FBA ในบัญชีผู้ขายของคุณ หากคุณยังไม่มีบัญชีการขายบน Amazon สามารถเริ่มใช้งานได้แล้ววันนี้ 2. เลือกให้ Amazon เป็นผู้จัดส่งสินค้า โดยในเพิ่มสินค้าของคุณในระบบผู้ขายของ Amazon หรือเข้าไปแก้ไขรายการสินค้า โดยเลือก Change to Fulfilled by Amazon เลือกให้ Amazon เป็นผู้จัดส่งสินค้า 3. เตรียมสินค้าให้พร้อม ตรวจสอบและจัดการสินค้าของคุณให้พร้อมสำหรับขายบนอีคอมเมิร์ซ ” […]

ฝากขายคืออะไร

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการฝากขายสินค้า การฝากขาย  หมายถึง  การที่บุคคลผู้เป็นเจ้าของสินค้า เรียกว่า ผู้ฝากขาย ได้ส่งสินค้าของตนไปให้บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้รับฝากขาย ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ขายหรือตัวแทนขายสินค้า ผู้รับฝากขายจะได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นค่านายหน้าที่ตกลงกัน  ประโยชน์ของการฝากขาย ประโยชน์ของการฝากขายสามารถแบ่งได้เป็น 2 ด้าน คือ ด้านผู้ฝากขาย  และด้านผู้รับฝากขาย ประโยชน์ของการฝากขายสินค้าด้านผู้ฝากขาย เป็นการลดความเสี่ยงเกี่ยวกับการขายเชื่อและการเรียกเก็บเงินไม่ได้  ถ้าเปรียบเทียบระหว่างการขายเชื่อกับการฝากขาย  การขายเชื่อมีความเสี่ยงในการเก็บเงินลูกหนี้ไม่ได้  แต่การฝากขายกรรมสิทธิ์ในสินค้ายังเป็นของผู้ฝากขาย  ผู้รับฝากขายทำหน้าที่เป็นตัวแทนขายเท่านั้น  ไม่ใช่ลูกหนี้ เป็นการขยายตลาดสินค้าให้กว้างขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนตั้งสถานที่จำหน่ายสินค้า ผู้ฝากขายได้ตัวแทนจำหน่ายสินค้าซึ่งอาจจะมีความชำนาญในการขายสินค้าประเภทนั้น ๆ โดยเฉพาะได้ดีกว่าตนเอง        เป็นการขยายตลาดสินค้าซึ่งเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าอีกวิธีหนึ่งสำหรับสินค้าชนิดใหม่  สินค้าที่มีราคาขึ้นลงอย่างรวดเร็วและสินค้าต้นทุนสูง                                               ประโยชน์ของการฝากขายสินค้าด้านผู้รับฝากขาย เป็นการลดความเสี่ยงจากการขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการจำหน่ายสินค้า  เนื่องจากผู้รับฝากขายทำหน้าที่เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายไม่ใช่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้า       เป็นการลดความเสี่ยงสำหรับเงินลงทุนที่ลงทุนไปสำหรับสินค้าที่ยังไม่ได้  เนื่องจากผู้รับฝากขายไม่ต้องลงทุนซื้อสินค้ามาขาย        เป็นการลดความเสี่ยง  เนื่องจากการเก็บสินค้าไว้นานจะทำให้เงินทุนจมหรืออาจทำให้สินค้าเสื่อมคุณภาพ                                  จะเห็นได้ว่าการฝากขายนั้น มีข้อดีหลายประการ นอกจากจะเป็นการขยายตลาดแล้ว ยังไม่ต้องเสียเงินสำหรับการลงทุนตั้งสถานที่จำหน่าย อีกทั้งยังมีคนคอยดูแลสินค้าและทำรายงานเรื่องการขายสินค้าให้อีกด้วย การฝากขายนั้นเหมาะสำหรับสินค้าที่ผลิตทีละมากๆ และมีสินค้าคงค้างเหลือ ต้องการการระบายออก การฝากขายนั้นจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่ช่วยให้คุณต่อยอดและขยายธุรกิจได้

ทำไมจึงต้องจัดส่งสินค้าทางทะเล

การขนส่งทางน้ำหรือการขนส่งทางทะเล   การขนส่งสินค้าทางมหาสมุทรหรือทางทะเล เป็นการขนส่งที่ได้รับการนิยมเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ถูกที่สุดสามารถขนส่งสินค้าได้คราวละมากๆ ซึ่งส่วน ใหญ่ใช้สำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ การขนส่งทางการขนส่งทางทะเล จึงจัดเป็นประเภทการขนส่งที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่ ข้อเสียของการขนส่งทางทะเล ก็คือ จะมีความล่าช้า และ ข้อจำกัดในเรื่องของความเร็วและสภาพภูมิศาสตร์ในแต่ละฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดจากลมพายุ กระแสน้ำ ก็ล้วนแต่เป็นอุปสรรคในการขนส่งทางทะเล ประเทศไทยมีการขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกโดยใช้การขนส่งทางทะเลมากขึ้นทุกปี การขนส่งทางน้ำนี้เหมาะสมกับสินค้าที่มีขนาดใหญ่ ขนส่งได้ปริมาณมากเป็นสินค้าที่ยากแก่การเสียหาย ส่วนประกอบของการขนส่งทางน้ำ ประกอบด้วย 1. ผู้ประกอบการขนส่งทางน้ำ 2. พาหนะการขนส่งทางน้ำ คือ เรือโดยสาร เรือสินค้า และเรือเฉพาะกิจ เช่น เรือลากจูง เรือประมง 3. ท่าเรือที่เป็นต้นทางและปลายทางของการขนส่ง 4. เส้นทางการเดินเรือ ที่แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ เส้นทางเดินเรือภายในประเทศ เส้นทางเดินเรือชายฝั่งทะเล และเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ ข้อดี – อัตราค่าขนส่งถูกกว่าเมื่อเทียบกับการขนส่งทางอื่น – ขนส่งได้ครั้งละปริมาณมากและไม่จำกัดน้ำหนักเหมือนทางอากาศ – มีความปลอดภัย – สามารถขนส่งที่มีระยะทางไกล ๆ ข้อเสีย – […]

กฎหมายการนำเข้าสินค้าไม้ (US Lacey Act)

US กำหนดประเภทสินค้าที่ทำจากไม้ว่าด้วยกฎหมายการนำเข้าสินค้าไม้ (Lacey Act) สหรัฐฯได้กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตร (USDA) และกรมศุลกากรดำเนินการตรวจสอบสินค้าไม้และผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้เถื่อนมาแปรรูปและจำหน่าย ตามกฎหมาย Lacey Act Amendment of 2008 โดยเฉพาะในประเทศที่เป็นแหล่งป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ได้แก่ กลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกากลาง อเมริกาใต้และแอฟริกา รวมทั้งต่อต้านอุตสาหกรรมไม้เถื่อนในประเทศที่สามที่นำเข้าไม้มาแปรรูปแล้วส่งออกโดยผู้นำเข้าต้องแสดงเอกสารรับรองตนเองเกี่ยวกับข้อมูลที่ใช้ในการส่งสินค้าไม้และผลิตภัณฑ์ 18 หัวข้อ เช่น ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของไม้ มูลค่าของสินค้า แหล่งกำเนิดของไม้ ปริมาณไม้ และสัดส่วนการใช้วัสดุ recycle เป็นต้น ซึ่งในทางปฏิบัติผู้นำเข้าจะผลักภาระให้ผู้ส่งออกหรือผู้ขายเป็นผู้กรอกข้อมูลตามแบบฟอร์ม PPQ (Plant and Plant Product Declaration Form) ซึ่ง download ได้จาก website สหรัฐฯ (http://www.aphis.usda.gov/plant_health/lacey_act/downloads/declarationform.pdf) ทั้งนี้ ระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับสินค้าที่ทำจากไม้ประเภทต่างๆตามพิกัดศุลกากร ดังนี้ ระยะที่ 1 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2552 เป็นต้นมา ได้แก่พิกัด […]