Classic Interior Design

ในยุคปัจจุบันที่เราอาศัยอยู่ ศิลปะการตกแต่งมีการเปลี่ยนไปมากจากยุคก่อนๆ มนุษย์ให้ความสำคัญกับการดำรงชีวิตในปัจจุบันมากขึ้น รูปทรงของสถาปัตยกรรมสมัยปัจจุบันนี้จะเน้นความเรียบง่าย สะดวกต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อาคารที่ใหญ่โตทั่วไปไม่ได้สร้างขึ้นเฉพาะเชิดชูศาสนา และสถาบันกษัตริย์เท่านั้น ยังสร้างเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารนะ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน สนามกีฬา อาคารพาณิชย์ ศูนย์แสดงสินค้า ห้างสรรพสินค้า รวมจนถึงที่อยู่อาศัยของมนุษย์

ย้อนกลับไปสมัยกรีกและโรมัน งานสถาปัตยกรรมต่างๆ รวมถึงการตกแต่งภายใน มีความสง่างาม โอ่อ่า สวยงามเป็นอย่างมาก แต่สิ่งเหล่านี้ กลับเลือนหายไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นเพราะภัยธรรมชาติ หรือการทำสงครามในยุคก่อนๆ แต่งานฝีมือชั้นยอดนี้ได้ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาเรื่อยๆ จนมาเป็นการตกแต่งแบบ Classic Style

 

ความเป็นมา

สถาปัตยกรรมคลาสสิกนั้นมีรูปแบบมาจากสถาปัตยกรรมยุคกรีกและโรมัน โดยรูปแบบสถาปัตยกรรมหลังอาณาจักรโรมันล่มสลาย เช่น ไบเซนไทน โรมาเนส หรือโกธิคเอง ได้มีการนำเอาองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมจากยุคกรีกและโรมันมาใช้ในบางส่วน แต่ยังไม่ชัดเจนมากนัก จึงยังกล่าวว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกไม่ได้เต็มตัว จนมายุคเรเนสซองสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิคได้ถูกฟื้นฟูให้กลับมาเต็มรูปแบบอีกครั้ง จนมาถึง ยุคบาโร้ก หรือร็อกโคโค่ มีการนำหลักของรูปแบบคลาสสิคไปใช้แต่รายละเอียดค่อนข้างเยอะและใช้ไม่ได้จริง จนทำให้เกิด สถาปัตยกรรมแบบคลาสสิคใหม่ คือ นีโอคลาสสิค ตัดทอนสิ่งฟุ้งเฟ้อออกไป จนมาถึงในยุคสมัยใหม่อีกครั้ง คือ สถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ที่ปฏิเสธการตกแต่งแบบฟุ่มเฟื่อยออกไปจากการตกแต่ง

 

ความหมาย

คลาสสิกเป็นคำที่ถูกใช้ในความหมายแตกต่างกัน บ่อยครั้งคำนี้ถูกโยงไปถึงวรรณกรรม ละคร ประวัติศาสตร์ และลักษณะอาคารที่ได้รับอิทธิพลมาจากยุคกรีกโรมัน อย่างไรก็ดี คำว่า คลาสสิก ตามออกซ์ฟอร์ดดิกชันนารีนั่นมีความหมายถึงสิ่งที่ใดก็ตามที่ถูกพิจารณาว่า “ มีคุณภาพสูงสุด โดดเด่น เป็นที่ยอมรับ เป็นที่จดจำ สง่างาม และเป็นความสวยงามที่ไร้กาลเวลา”

 

รูปแบบ

จะเป็นงานไม้ มีการกลึงแบบเซาะร่อง และแกะสลักรายละเอียด มีการย้อมสีไม้ที่เน้นงานประณีต มีการโชว์ลายไม้หรือทําให้ดูเก่าผสมทอง มีการใช้ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่พิมพ์ลายชัดเจน มีการทออย่างประณีต หรือใช้หนังแท้ผสมผสานกับการตอกหมุดทองเหลือง งานพื้นถ้าเป็นหินก็จะใช้หินอ่อนลายสวยๆหรือหินแกรนิต มีการใช้ม่านที่จับจีบระบาย หรือกุ๊นด้วยเชือกเกลียวอย่างเข้าชุดกัน

 

การตกแต่งบ้านในสไตล์คลาสสิกนั้นยังคงใช้ได้อยู่ในทุกยุคทุกสมัย บ้างก็ถูกนำมาประยุกต์กับสไตล์อื่นๆได้เป็นอย่างดี ขอเสนอเรื่องของการตกแต่งห้องคลาสิกในรูปแบบต่างๆมาให้ได้ชมกัน 

 

English Baroque

รูปแบบบาโร้กในอังกฤษช่วงศตวรรษที่17 จะดูเรียบง่ายกว่าบาโร้กแบบอิตาลี สร้างสมดุลระหว่างความเยอะและความเรียบง่าย จุดเด่น พู่ผ้าห้อยระย้า เฟอร์นิเจอร์สีเข้ม ปูนปั้นลอยตัว สร้างจุดนำสายตาด้วยปูนปั้นตามเชิงเสาหรือฝ้าเพดาน สีที่เลือกใช้เป็น เอิร์ธโทน เฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มลวดลายประณีตครับ

 

Colonial

บ้านที่เกิดจากการตั้งถิ่นฐานในอเมริกา เป็น“สถาปัตยกรรมอาณานิคม” ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกลุ่มคลาสสิก ลักษณะเด่นของรูปทรงอาคารโคโลเนียล คือ มีระเบียงกว้างที่มีเสามารองรับชายคาเรียงตัวกันเป็นจังหวะ ตัวบ้านนิยมใช้โทนสีอ่อนหรือสีพาสเทล อย่างเช่นสีขาว สีครีมงาช้าง เขียวอ่อน ชมพูอ่อน และฟ้าอ่อน ผนังส่วนใหญ่เป็น “ผนังไม้ตีซ้อนเกล็ด” สลับกับผนังปูน อาจมีการประดับตกแต่งด้วยบัวปูนปั้นรอบชายคา และองค์ประกอบของเสาที่บางครั้งก็มีการลดทอนจากเสาโรมัน รั้วนอกบ้านและราวระเบียงนิยมใช้ไม้ทาสีขาวมาเรียงกันเป็นจังหวะที่เรียบง่าย

 

Neo Classic

ใช้สีโทนอ่อน ให้ความรู้สึกหรูหรา ละเอียดอ่อน และเลือกใช้สีเข้มกับหินอ่อนหรือบางจุดเพื่อสร้างจุดสนใจ เพิ่มกระจกเงากรอบทองเหลือง ทำให้ดูกว้างขึ้น ผนังตกแต่งด้วยบัวหรือลวดลายปูนปั้นต่างๆ วางโต๊ะติดผนังจะเป็นไม้แล้วท๊อปด้วยหินอ่อนสีขาวดูสะอาดหรือดำเรียบๆ และที่ขาดไม่ได้เลยคือประติมากรรมปูนปั้นแบบกรีกก็ทำให้สมบูรณ์แบบมากขึ้นครับ

 

French empire

ตกแต่งแบบปราสาทของจักรพรรดิโปเลียนที่1 ดู ภูมิฐาน หรูหรา จุดเด่น เป็น การเล่นกับการจับจีบผ้าม่าน สายผูกกรุยกราย โทนสีใช้เป็นสีเข้ม เทา เขียว น้ำตาล แดง เฟอร์นิเจอร์เลือกใช้เป็นไม้สีเข้มเช่นกัน ของประดับใช้เป็นของชิ้นเล็กน้อยสีทองมันวาวเพื่อเพิ่มสีสัน

 

Biedermeier

เป็นสไตล์ที่ผูกพันกับสไตล์ Empire และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในเยอรมัน ออสเตรีย และสวีเดน โดดเด่นในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 19 เฟอร์นิเจอร์ในสไตล์นี้เน้นการใช้งาน ความเรียบง่าย และความสะดวกสบายเป็นสำคัญ จุดเด่นเป็นการใช้ไม้สีอ่อนสลับลวดลายด้วยไม้สีเข้มตกแต่งแบบสบายๆและเรียบง่าย

 

Rococo

จุดเด่นคือการใช้เส้นสายอ่อนโค้ง อ่อนหวาน โทนสีอ่อน เน้นการตกแต่งแบบลวดลายปูนปั้นนูนต่ำ ประดับตกแต่งผนังด้วยบัวไม้ การตกแต่งห้องของโรโกโกจะเลิศหรู และจะออกไปทางร่าเริง ทุกตารางนิ้วจะมีปูนปั้นเป็นรูปใบไม้ ไฟ ทรงหอย และก้อนเมฆห้อยระย้าไปทั้งห้อง เพดาน ตกแต่งด้วยการใช้รูปแกะสลักโดยเฉพาะปูนปั้น สีที่ใช้ก็จะเป็นสีสว่าง และ นุ่มนวลแทนที่จะใช้แม่สีและสีค่อนข้างหนักเหมือนศิลปะแบบบาโรก การตกแต่งภายในแบบนี้นิยมกันมากในการตกแต่งวัดคาธอลิกทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี

 

Parisian

การตกแต่งแบบชาวปารีสในช่วงศตวรรษที่18 เป็นอารมณ์คลาสสิก สวยหรูแบบเรียบๆ เหมาะสมกับการเป็นห้องนอน เพราะมีความ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูอบอุ่น อ่อนโยน และน่าพักผ่อน โดยการตกแต่งผนังควรเรียบที่สุด หรือหากจะกรุไม้แบ่งเป็นช่องหรือกรอบก็ทำได้แต่ควรทำเล็กน้อย โทนสีเป็นสีรองพื้นทำให้สามารถแต่งแต้มสีสันสดใสสักเล็กน้อยเพิ่มเติมลงไปได้ อาทิ ส้ม หรือชมพู เข้ามาผสมผสาน ประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์วินเทจเล็กน้อย รวบถึงของตกแต่งปูนปั้น ไม้แกะสลัก ก็ทำให้ดูมีกลิ่นอายของสไตล์นี้ได้

 

จริงๆแล้วความคลาสสิกก็สมกับชื่อของมัน สามารถอยู่และปรับใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย ถึงแม้ว่าจะถูกเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ แต่ถ้าเอามาประยุกต์เข้ากับการตกแต่งให้เป็น เราก็จะได้บ้านที่สวยงามเป็นตัวตนของเราพร้อมกับความคลาสสิกที่ข้ามกาลเวลา


บทความจาก
http://www.bareo-isyss.com

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.