How to ADD or REMOVE rust from glaze.

” วิธีการ เพิ่ม หรือ ขจัดสนิมออกจากเคลือบ และ วิธีการ ขจัดคราบเขม่า ” ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักวิธีการเพิ่ม หรือขจัดสนิมออกจากเคลือบ เเละ วิธีการขจัดคราบเขม่าออกจากชิ้นงาน จะขอแนะนำ “สนิม” และ “คราบเขม่า” ที่พูดถึงในงานเซรามิค ก่อนว่าคือ อะไร? และ เกินขึ้นได้อย่างไร ?

” ที่มาของ สนิม ในงานเซรามิค ” สนิม ถ้าโดยทั่วไป ที่เรารู้จักกันมักพบเห็นตามเศษเหล็กเก่า ที่เกิดขึ้นโดย น้ำ ความชื้น และออกซิเจน จนทำให้เหล็กสีเงินวาว เปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดหมู เมื่อขูดจะออกมาเป็นผงเล็ก ๆ ซึ่งตาม ความเป็นจริงแล้ว สนิม ที่พูดในงานเซรามิค มีทั้งที่ถูก และ ไม่ถูกต้อง เพราะ งานเซรามิค จะไม่นำสนิมที่ได้จากการขูดเหล็กมาใช้ในงานเซรามิค แต่ที่มาของ สนิม ในงานเซรามิค คือ ความบังเอิญ ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ไม่มีประวัติการบันทึกที่แน่ชัด มีเพียงข้อมูลที่บอกว่า การทำงาน เซรามิค ในสมัยก่อน เมื่อถึงขั้นตอนเคลือบ หรือ แม้กระทั้งปัจจุบัน เอง การบดเคลือบ เป็นขั้นตอนที่มักพบเห็นได้ ตามโรงงาน สตูดิโอ ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้บด เพื่อที่จะได้ปริมาณเคลือบ เป็นจำนวนที่ละมากๆ ก็มักจะใช้ หม้อ บดเคลือบ ทำไหมจึงต้องบดเคลือบ เพราะถ้าไม่บด เวลานำเซรามิคมาเคลือบบนชิ้นงาน ชิ้นงานจะเห็นเม็ดเคลือบที่ไม่แตกตัว เป็นจุดสีขาว ทึบ ทั่วชิ้นงาน

หม้อบดเคลือบ
http://www.thaiceramicsociety.com/pc_pre_grindmore.php

“หม้อบดเคลือบ ”
หม้อบดเคลือบ( Ball mill) คือ แท่งทรงกระบอกแนว นอนที่ ใช้ในการผสมเคลือบให้เข้ากันทำมาจากแผ่นโลหะหนา เพื่อทนแรงเหวี่ยง และ น้ำหนักของน้ำเคลือบ มีทั้งขนาดเล็กตั้งแต่10 กิโล ไปถึงขนาดใหญ่หลายร้อย กิโล

“หินบดเคลือบ “
คือ ก้อนวัสดุเนื้อแข็งที่ทนทานสูง ใช้ใส่ลงไปในหม้อบดเคลือบพร้อมเคลือบเพื่อใช้ในการบด ทำให้เคลือบละเอียด

หินบดเคลือบ

ส่วนที่ทำให้เกิด จุดสนิม ในเคลือบสีอ่อน คือ บริเวณฝาถัง และจุกเปิด ฝา ที่มักทำจากโลหะ ซึ่งเมื่อผ่านระยะเวลาการใช้งานไปนานๆ ก็มักเกิดสนิม จาก การใช้งาน โดยตัวเคลือบเอง ที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ สนิมที่เกิดขึ้นมักเป็นจุดเล็กๆ เป็นบางบริเวณ หรือมักเป็นที่ภายใน จาน ถ้วย หรือ ภาชนะอื่น ๆ เพราะ สนิมที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นที่น้ำเคลือบ ไม่ใช้เนื้อดิน

ตำหนิจาก เศษ สนิม บนเคลือบสีอ่อน

” วิธีการ แก้ไข ตำหนิสนิม ในงานเซรามิค ”

วิธีการขจัด เศษสนิม ในงานเซรามิค มักมีวิธีดังต่อไปนี้
1. การกรองน้ำเคลือบ โดยปกติ ก่อนที่จะใช้เคลือบเรามักกรองอยู่แล้ว เพราะเคลือบอาจจะมีเศษวัสดุต่างๆปะปนมา ซึ่งมีผลต่อสีเคลือบ แต่การกรองเพื่อขจัดคราบสนิมที่มีขนาดเล็กมาก ต้องใช้ตะแกงที่มีความละเอียดสูงมาก จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง เพราะบางครั้งตัวสนิมมีขนาดเล็กมาก เหมือนจุดเล็กๆเราอาจจะมองข้ามและคิดว่าไม่น่าจะมีผลมากนัก แต่เมื่อผ่านการเผาจะมีจุดสีเข้ม และชัดมากเมื่อยู่บนเคลือบสีอ่อน

2.การใช้แท่งแม่เหล็กแรงดูดสูงกวนในน้ำเคลือบ วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีกับเคลือบที่มีปริมาณไม่มากจนเกินไป แม่เหล็กจะดูดเศษ สนิมทั้งหมดขึ้นมาด้วย จะช่วยลดตำหนิจากสนิมได้

3.หมั่นทำความสะอาดฝาถัง และควรเช็ดให้แห้งหลังจากกการใช้งาน หรือถ้ามีสนิมจำนวนมาก ควรใช้น้ำยาขจัดสนิมที่มีสถานะเป็นกรด เช็ดให้แห้ง ก่อนนำไปเก็บ

“การเพิ่มจุดสนิม “
เคลือบ สนิม หรือ เคลือบที่มีจุด สีน้ำตาลเข้ม หรือ น้ำตาลแดง อาจจะกระจายบางจุด หรือ ทั่วบริเวณ จริงๆแล้วสนิมที่เกิดบนเคลือบไม่ใช้”สนิม”เสมอไป แต่เป็นผงซิลลิก้อนหรือสเปคเกิล ซึ่งมักพบเห็นในงานเหล็กและโลหะเพราะเป็นส่วนผสมสำคัญที่ ทำให้เหล็กทนไฟเป็นผงโลหะขนาดเล็กสีเงินวาว มีหลายขนาด ซึ่งขนาดที่ต่างกัน จะทำให้จุดที่เกิดขึ้นบนงานต่างกันไปด้วย
โดยวิธีการเพิ่มจุดสนิมลงบนงานมีวิธีการดังนี้

ผงซิลิกอน
http://th.wfmagnesium.com/silicon-metal/

1.การใส่ ผงซิลิกอน หรือ สเปคเกิล ลงไปในดิน มักใช้กับดินที่มีเนื้อดินมากเพราะถ้านำมาผสมในน้ำดินหล่อ ตัวผงจะกองอยู่ที่ก้นด้านลางของพิมพ์ ไม่กระจายตัว อาจจะผ่านการนวดผสมกับดินหรือ การโรยขณะขึ้นรูปด้วยเครื่องงขึ้นรูปต่างๆ จุดสนิมที่เกิดขึ้น จะมีการกระจายตัวกันได้ดี เมื่อทุบ จะเห็นว่าตัวชิ้นงานที่เกิดขึ้น จะมีผงซิลิกอน หรือ สเปคเกิล แทรกอยู่ทั่วใบ แต่ข้อเสียคือบางครั้ง เนื้อดินจะเกิดรู และจุดตามดขึ้นให้เห็น บางครั้งอาจจะเกิดจากการที่มีผงซิลิกอนในบรเวณจุดนั้นมากเกินไปและเนื้อดินอาจจะหดตัว ต่างจาก ผงซิลิกอน หรือ สเปคเกิล มากเกินไป

ตัวอย่างชิ้นงานที่ผสม ผงซิลิกอน หรือ สเปคเกิล

2.การผสมผงซิลิกอนหรือสเปคเกิล ลงไปในเคลือบ มักใช้ผงซิลิกอนหรือสเปคเกิลที่มีขนาดเล็กเนื้อจากจะต้องลอยตัวในน้ำเคลือบก่อนใช้งานต้องข้นให้ดี เมื่อเคลือบชิ้นงาน ผงซิลิกอนหรือสเปคเกิล มักกระจายตัวทั่วชิ้นงาน เป็นวิธีที่ทำให้เกิดชิ้นงานที่สวยและเกิดตำหนิน้อยกว่า แต่อาจจะต้องเป็นเคลือบที่เข้ากับผงซิลิกอนด้วย คือการหดตัวไม่ต่างกันมากกินไป และจะสวยขึ้นถ้า ทำกับเคลือบ เงา หรือเคลือบไฟต่ำเพราะมักจะเกิดเอฟเฟคที่แปลกตา

” ที่มา และ วิธีการแก้ไข คราบเขม่า “

เขม่าจากการเผา เซรามิค

คราบเขม่า เป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นภายในเตาเซรามิค โดยเฉพาะช่วงแรกที่การเผาที่อุณหภูมิ 100-650 องศา เนื่องจากการเผางานเซรามิคในช่วงแรก ต้องใช้ไฟสีส้ม ซึ่งจะเป็นไฟอ่อนและร้อนน้อยกว่าไฟสีฟ้า เนื่องจากหากเผาด้วยไฟสีฟ้าตั้งแต่แรก ชิ้นงาน จะแตกและเสียหายอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า การช็อคอุณหภูมิ ด้วยเหตุนี้ การเผาเซรามิคในช่วงแรกจึงต้องใช้ไฟสีส้ม แต่ข้อเสียคือคราบเขม่าจะเกิดมาก หากไม่เปิดแดปเปอร์ ( ปล่องเตา ) เพื่อเป็นการระบายควันออกไป จะทำให้เขม่าต่างๆไม่ถูกระบายและ ไปจับที่ตัวชิ้นงาน เชลและขาเชลในเตาในบางครั้งหากอุณภูมิ สูงขึ้นเกิน 800 องศาขึ้นไป แล้วยังไม่ปรับไฟค่อยเป็นสีฟ้า และไปเพิ่มช่องแดมเปอร์ จะทำให้เกิดปฏิกิริยารีแอคชั่น (เป็นการเผาที่ไม่สมบูรณ์ ) ซึ่งการเผางานเซรามิคโดยทั่วไปส่วนมากจะใช้ปฏิกิริยา ออกซิเดชั่น ( การใช้ออกซิเจน ภายนอกในการเผา เป็นการเผาที่สมบูรณ์ ) ชิ้นงานที่เผา แบบ รีแอคชั่น ในบางครั้ง เคลือบจะมีสี แตกต่างไปจากเดิม ดังนั้นเคลือบส่วนมาก จึงมีการทดลองให้เผาได้ทั้งสองแบบ เพื่อป้องกันสีเคลือบเพี้ยน

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าวิธีการแก้ไขคือ การปรับไฟให้จากสีส้มเป็นสีฟ้าและสีใส ตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น และการปรับแดมเปอร์เพื่อให้การเผาเป็นแบบ ออกสิเดชั่น แต่อย่างไรก็ตาม การเผาในบางครั้ง เมื่อใกล้ถึงอุณหภูมิที่เคลือบเริ่มหลอบละลายตัว ชิ้นงานมักติดรีแอคชั่น เนื่องจากความร้อนที่มากแต่หากเปิดแดมเปอร์เยอะเกินไปอุณหภูมิจะขึ้นช้าและเสร้จยาก ดังนั้นในช่วงเวลาที่าสำคัญที่าสุดคือช่วงเวลาที่ ที่อุณหภูมิ ที่1,145-1,250 นั่นเอง

ตัวอย่างชิ้นงานบางชิ้นที่ติด รีแอคชั่น

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.